ท่าออกกำลังกายเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ
ภูมิคุ้มกันไม่ได้แข็งแรงขึ้นจากการออกกำลังกายหนัก ๆ เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการขยับร่างกายสม่ำเสมอ นอนพอ กินดี และพักให้เป็น
การออกกำลังกายช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น กล้ามเนื้อทำงานคล่องขึ้น และร่างกายรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง เหมาะมากกับคนวัยทำงานที่นั่งนาน และผู้สูงวัยที่อยากรักษาแรงกายไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน
เนื้อหานี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ ถ้ามีโรคประจำตัว เจ็บหน้าอก เวียนหัวง่าย หกล้มบ่อย หรือเพิ่งผ่าตัด ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพก่อนเริ่ม

ออกกำลังกายช่วยภูมิคุ้มกันได้อย่างไร
ร่างกายมีระบบป้องกันตัวเองอยู่แล้ว การออกกำลังกายไม่ได้ทำให้ไม่ป่วยเลย แต่ช่วยให้หลายระบบทำงานดีขึ้น
เมื่อขยับร่างกายเป็นประจำ หัวใจสูบฉีดเลือดดีขึ้น เซลล์ต่าง ๆ ได้รับออกซิเจนมากขึ้น การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองคล่องขึ้น ร่างกายจึงจัดการของเสียได้ดีขึ้น
อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือความเครียด ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อฮอร์โมนหลายชนิด และทำให้ร่างกายล้าได้ง่าย การเดินเร็ว ยืดเหยียด หรือฝึกหายใจ ช่วยให้ระบบประสาทผ่อนลง นอนหลับง่ายขึ้น พอนอนดี ภูมิคุ้มกันก็ทำงานดีขึ้นตามไปด้วย
แต่มีจุดที่ต้องจำไว้ให้แม่น
ออกกำลังกายพอดีช่วยร่างกาย ออกกำลังกายหนักเกินไปอาจทำให้ล้าและฟื้นตัวช้า
ถ้าเพิ่งเริ่ม ไม่ต้องฝืนให้เหงื่อท่วม เริ่มจากวันละ 10 ถึง 15 นาที แล้วค่อยเพิ่มเวลา วิธีนี้ปลอดภัยกว่า และทำต่อเนื่องได้ง่ายกว่า
หลักง่าย ๆ ก่อนเริ่มออกกำลังกาย
ก่อนเลือกท่า ให้เช็ก 3 เรื่องนี้ก่อน
หนึ่ง ความหนักต้องยังพูดเป็นประโยคได้
ถ้าเดินหรือออกกำลังกายแล้วพูดได้เป็นประโยคสั้น ๆ แปลว่ายังอยู่ในระดับที่เหมาะกับคนทั่วไป ถ้าพูดไม่ออก หอบมาก หรือแน่นหน้าอก ให้หยุดทันที
สอง ต้องอบอุ่นร่างกายก่อนทุกครั้ง
ใช้เวลา 5 นาทีพอ หมุนไหล่ แกว่งแขน ย่ำเท้าอยู่กับที่ หรือเดินช้า ๆ เพื่อให้ข้อต่อและกล้ามเนื้อพร้อมทำงาน
สาม ต้องหยุดเมื่อมีสัญญาณผิดปกติ
เช่น เจ็บหน้าอก หน้ามืด หายใจไม่ทัน ปวดข้อแหลม ๆ หรือใจสั่นผิดปกติ อย่าฝืน เพราะการพักคือส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพ
ถ้าเป็นผู้สูงวัยหรือมีปัญหาเข่า หลัง สะโพก ควรเลือกท่าที่มีเก้าอี้ ผนัง หรือราวจับช่วยพยุง ความปลอดภัยมาก่อนจำนวนครั้งเสมอ
ท่าออกกำลังกายที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น
ท่าต่อไปนี้ทำได้ที่บ้าน ใช้อุปกรณ์น้อย และปรับให้เบาหรือหนักขึ้นได้ เหมาะกับการเริ่มสร้างนิสัยการขยับร่างกายแบบไม่กดดันตัวเอง
เดินเร็วช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียน
การเดินเร็วเป็นท่าพื้นฐานที่ได้ผลดีมาก โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบออกกำลังกายในท่ายาก ๆ
ให้เดินในจังหวะที่รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคุยได้ เดินในบ้าน รอบหมู่บ้าน สวนสาธารณะ หรือทางเดินที่ปลอดภัยก็ได้
วิธีทำให้ง่ายขึ้น
เริ่มจาก 10 นาทีต่อวัน
เดินหลังอาหาร 30 ถึง 60 นาที ถ้าร่างกายพร้อม
ใส่รองเท้าที่รับแรงกระแทกดี
เลี่ยงพื้นลื่นและทางต่างระดับ
ถ้าเป็นวัยทำงานที่นั่งนาน ลองลุกเดิน 3 ถึง 5 นาทีทุกชั่วโมง การเดินสั้น ๆ หลายรอบในวันเดียวช่วยลดความเมื่อย และทำให้ร่างกายไม่จมอยู่กับท่านั่งนานเกินไป
ลุกนั่งจากเก้าอี้ช่วยเพิ่มแรงขา
ท่านี้ดีมากสำหรับผู้สูงวัย เพราะใช้กล้ามเนื้อที่จำเป็นต่อการลุก เดิน ขึ้นบันได และทรงตัว
วิธีทำ
นั่งบนเก้าอี้ที่มั่นคง เท้าวางเต็มพื้น
กางเท้ากว้างเท่าสะโพก
โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
ดันส้นเท้าลงพื้น แล้วลุกขึ้นยืน
ค่อย ๆ นั่งกลับลงช้า ๆ
ทำ 8 ถึง 12 ครั้ง นับเป็น 1 เซต เริ่ม 1 ถึง 2 เซตก่อน
ถ้ารู้สึกหนัก ให้ใช้มือจับพนักเก้าอี้หรือวางมือบนต้นขาช่วยดัน ถ้าทำได้ง่ายแล้ว ให้กอดอกไว้หน้าอก หรือชะลอจังหวะนั่งลงให้ช้าขึ้น
จุดสำคัญคือหัวเข่าไม่ควรบิดเข้าด้านใน และไม่ควรเจ็บแปลบ ถ้าเจ็บเข่ามาก ให้ลดระยะการนั่งลง หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
วิดพื้นกับผนังช่วยให้แขน ไหล่ และอกแข็งแรง
วิดพื้นพื้นราบอาจหนักเกินไปสำหรับหลายคน แต่การวิดพื้นกับผนังปลอดภัยกว่า และยังได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนบนชัดเจน
วิธีทำ
ยืนหันหน้าเข้าหาผนัง
วางฝ่ามือบนผนังระดับอก
ถอยเท้าออกจากผนังเล็กน้อย
งอศอกให้หน้าอกเข้าใกล้ผนัง
ดันตัวกลับจนแขนเกือบตรง
ทำ 10 ถึง 15 ครั้ง
ท่านี้ช่วยลดอาการไหล่งุ้มจากการนั่งนานได้ ถ้าทำคู่กับการยืดอกและหมุนไหล่เบา ๆ จะรู้สึกว่าลำตัวเปิดขึ้น หายใจสะดวกขึ้น
อย่ายกไหล่ขึ้นชิดหู ขณะดันให้เก็บไหล่ลงและหายใจตามปกติ

ยกส้นเท้าช่วยน่องและการทรงตัว
กล้ามเนื้อน่องช่วยเรื่องการเดิน การทรงตัว และการไหลเวียนเลือดช่วงขา ท่านี้ทำง่ายมาก แต่ได้ประโยชน์ชัด
วิธีทำ
ยืนหลังพิงใกล้ผนัง หรือจับพนักเก้าอี้
วางเท้ากว้างเท่าสะโพก
ยกส้นเท้าขึ้นช้า ๆ
ค้างไว้ 1 วินาที
วางส้นเท้าลงช้า ๆ
ทำ 10 ถึง 15 ครั้ง
ถ้าต้องยืนนานหรือเดินน้อยในแต่ละวัน ท่านี้ช่วยให้ขาไม่ตึงง่าย ทำได้ระหว่างรอน้ำเดือด แปรงฟัน หรือดูทีวี
สำหรับคนที่ทรงตัวไม่ดี ให้จับราวหรือพนักเก้าอี้ตลอดเวลา อย่าทำบนพื้นลื่น และไม่ต้องยกสูงมาก
ย่ำเท้าอยู่กับที่ช่วยเรียกเหงื่อแบบปลอดภัย
วันที่ฝนตก แดดแรง หรือไม่อยากออกนอกบ้าน ใช้ท่าย่ำเท้าอยู่กับที่แทนการเดินได้
วิธีทำง่าย ๆ คือยืนตรง แกว่งแขนตามธรรมชาติ แล้วยกเข่าสลับซ้ายขวาในระดับที่สบาย ทำต่อเนื่อง 1 นาที แล้วพัก 30 วินาที ทำ 5 ถึง 10 รอบ
ถ้าต้องการให้เบาลง ให้ยกเท้าเตี้ย ๆ และจับพนักเก้าอี้ ถ้าต้องการให้หนักขึ้น ให้แกว่งแขนกว้างขึ้น หรือเพิ่มเวลาเป็นรอบละ 2 นาที
ท่านี้เหมาะกับคนมีเวลาน้อยมาก เพราะแทรกในวันได้ง่าย เช่น หลังตื่นนอน ช่วงพักจากงานบ้าน หรือก่อนอาบน้ำตอนเย็น
สควอตครึ่งทางช่วยสะโพกและต้นขา
สควอตไม่จำเป็นต้องย่อต่ำ ท่าครึ่งทางก็ช่วยให้ต้นขาและสะโพกแข็งแรงขึ้นได้
วิธีทำ
ยืนกางเท้ากว้างเท่าสะโพก
เหยียดแขนไปด้านหน้า หรือจับพนักเก้าอี้
ดันสะโพกไปด้านหลังเหมือนจะนั่ง
ย่อลงเล็กน้อย
ดันตัวกลับขึ้น
ทำ 8 ถึง 10 ครั้ง
ให้คิดว่ากำลังพับสะโพก ไม่ใช่กดเข่าไปข้างหน้า หลังไม่ต้องแอ่นมาก และน้ำหนักควรอยู่กลางเท้าถึงส้นเท้า
ถ้ามีปัญหาเข่า ให้ใช้ท่าลุกนั่งจากเก้าอี้แทน เพราะควบคุมระยะได้ง่ายกว่า

ท่าแมวและวัวช่วยคลายหลัง
คนวัยทำงานที่นั่งนานมักตึงหลัง คอ และไหล่ ท่าแมวและวัวช่วยให้กระดูกสันหลังขยับนุ่มขึ้น และลดความเกร็งจากการอยู่ท่าเดิมนาน ๆ
วิธีทำ
คุกเข่าบนเสื่อ วางมือใต้หัวไหล่
หายใจเข้า แอ่นหลังเล็กน้อย เงยหน้าพอประมาณ
หายใจออก โก่งหลัง เก็บคางเข้าหาอก
ทำช้า ๆ 8 ถึง 10 รอบ
ถ้าคุกเข่าไม่สบาย ให้ทำแบบนั่งบนเก้าอี้แทน วางมือบนเข่า หายใจเข้าเปิดอก หายใจออกโก่งหลังเบา ๆ วิธีนี้เหมาะกับผู้สูงวัยและคนที่ปวดเข่า
ท่านี้ไม่ต้องทำแรง จุดสำคัญคือจังหวะหายใจและการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่อง
ยืดอกและหมุนไหล่ช่วยลดความตึง
ไหล่งุ้มทำให้หายใจตื้นและเมื่อยง่าย การยืดอกช่วยเปิดลำตัว และทำให้ท่าทางดีขึ้น
วิธีทำ
ยืนหรือนั่งหลังตรง
ประสานมือไว้ด้านหลัง หรือจับผ้าขนหนูไว้สองมือ
ดึงไหล่ไปด้านหลังเบา ๆ
หายใจลึก 3 ถึง 5 รอบ
คลาย แล้วหมุนไหล่ไปด้านหลัง 10 รอบ
อย่าฝืนดึงจนเจ็บ ถ้าไหล่ติด ให้ใช้ผ้าขนหนูช่วยและจับให้กว้างขึ้น
ท่านี้เหมาะมากหลังนั่งทำงาน ใช้มือถือ หรือดูทีวีนาน ๆ ทำวันละหลายครั้งได้
ฝึกหายใจลึกช่วยให้ร่างกายผ่อนลง
การหายใจช้าและลึกช่วยให้ระบบประสาทสงบลง เมื่อร่างกายผ่อนคลาย การนอนและการฟื้นตัวมักดีขึ้น
วิธีทำ
นั่งสบาย ๆ หรือเอนหลัง
วางมือหนึ่งข้างบนท้อง
หายใจเข้าทางจมูก ให้ท้องพองขึ้น
หายใจออกช้า ๆ ให้ท้องยุบ
ทำ 3 ถึง 5 นาที
ทำก่อนนอนหรือหลังออกกำลังกายได้ดีมาก ถ้ารู้สึกเวียนหัว ให้กลับมาหายใจตามปกติ
จัดเป็นตารางง่าย ๆ ให้ทำได้จริง
ไม่จำเป็นต้องทำทุกท่าทุกวัน เลือกให้เหมาะกับแรงและเวลาของตัวเองดีกว่า
ระดับ | แผนที่แนะนำ | เหมาะกับใคร |
เริ่มต้น | เดิน 10 นาที ยืดอก ยกส้นเท้า ฝึกหายใจ | คนไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย หรือผู้สูงวัยที่อยากเริ่มเบา ๆ |
ปานกลาง | เดินเร็ว 20 นาที ลุกนั่งจากเก้าอี้ วิดพื้นกับผนัง ยืดหลัง | คนวัยทำงานที่นั่งนาน หรือคนที่ทำท่าเบาได้คล่องแล้ว |
แข็งแรงขึ้น | เดินเร็ว 30 นาที สควอตครึ่งทาง ย่ำเท้าอยู่กับที่ ฝึกแรงขา | คนที่ไม่มีอาการเจ็บข้อ และต้องการเพิ่มความฟิต |
ถ้าวันไหนเหนื่อย ให้นับการยืดเหยียดและเดินเบา ๆ เป็นการดูแลร่างกายได้เหมือนกัน ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าการทำหนักเป็นครั้งคราว
ตัวอย่างตาราง 1 สัปดาห์ที่ทำตามได้ง่าย
วันจันทร์
เดินเร็ว 15 ถึง 20 นาที และยืดอก
วันอังคาร
ลุกนั่งจากเก้าอี้ วิดพื้นกับผนัง ยกส้นเท้า
วันพุธ
เดินเบา ๆ และฝึกหายใจ
วันพฤหัสบดี
ย่ำเท้าอยู่กับที่ สควอตครึ่งทาง และยืดหลัง
วันศุกร์
เดินเร็ว 20 นาที
วันเสาร์
ทำท่าที่ชอบ 3 ถึง 4 ท่าแบบเบา ๆ
วันอาทิตย์
พัก หรือเดินช้า ๆ สบาย ๆ
ทำแบบไหนให้ได้ผลและไม่บาดเจ็บ
อย่าเริ่มด้วยความตั้งใจแรงเกินไป หลายคนพลาดตรงนี้ วันแรกทำหนัก วันที่สองปวดไปทั้งตัว แล้วหยุดยาว
ให้ใช้หลักง่าย ๆ นี้แทน
เริ่มน้อย แต่ทำบ่อย
วันละ 10 นาทีดีกว่ารอวันที่ว่าง 1 ชั่วโมงแล้วไม่เคยได้ทำ
เพิ่มทีละนิด
ถ้าทำได้สบายต่อเนื่อง 1 ถึง 2 สัปดาห์ ค่อยเพิ่มเวลา เพิ่มจำนวนครั้ง หรือเพิ่มรอบ
พักให้พอ
กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นในช่วงพัก ไม่ใช่ตอนฝืน ถ้าร่างกายล้ามาก นอนน้อย หรือเริ่มไม่สบาย ให้ลดความหนักลง
ดื่มน้ำและกินให้ครบ
ภูมิคุ้มกันต้องการพลังงาน โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุจากอาหาร การออกกำลังกายจะได้ผลดีขึ้นเมื่อกินอาหารหลากหลายและดื่มน้ำพอ
นอนให้เป็นเวลา
ถ้านอนน้อยต่อเนื่อง ร่างกายฟื้นตัวช้า ต่อให้ออกกำลังกายก็ยังเพลียง่าย

ร่างกายแข็งแรงขึ้นจากสิ่งที่ทำซ้ำได้
ท่าออกกำลังกายเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ ไม่จำเป็นต้องยาก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์แพง และไม่ต้องทำจนหมดแรง
เริ่มจากท่าง่าย ๆ เช่น เดินเร็ว ลุกนั่งจากเก้าอี้ วิดพื้นกับผนัง ยกส้นเท้า ยืดอก และฝึกหายใจ เลือกทำให้เหมาะกับวันนี้ของตัวเอง แล้วทำให้ต่อเนื่อง
ถ้าวันไหนมีแรง ทำมากขึ้นได้ ถ้าวันไหนเหนื่อย ทำเบาลงได้ สิ่งที่ร่างกายต้องการคือการดูแลที่สม่ำเสมอ ปลอดภัย และไม่ฝืนเกินไป
เริ่มวันนี้ด้วย 10 นาทีพอ เดินสั้น ๆ ยืดไหล่ แล้วหายใจลึก ๆ ร่างกายจะค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นจากก้าวเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน
ความคิดเห็น